แบ่งปัน
| More
 
 
ผู้เยี่ยมชม
 15 คน ในวันนี้
 113 คน ในสัปดาห์นี้
 650 คน ในเดือนนี้
 1.580 คน ในปีนี้
 1.580 คนทั้งหมด
81 คน ออนไลน์
 
ไปรษณีย์ไทย
 
ราคาน้ำมัน
 
สินค้าพิเศษ
 
ตรวจค่าส่งพัสดุไทย
ประเทศปลายทาง:   น้ำหนัก:  กรัม
 
 
คุยกันสดๆ
 
Facebook fanpage

 
วัตถุมงคลมากประสบการณ์

 

หนังสือน่าอ่าน

 

 

หลวงปู่นาค วัดหนองพันเรือ

ประวัติหลวงปู่นาค  สุกฺกธมฺโม  อายุ ๑๐๐ ปี 

พระน้องชายของหลวงพ่อตาบ วัดมะขามเรียง

 วัดหนองพันเรือ  ต.ไผ่ขวาง  อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี

 

 

                 ในอดีตจังหวัดสระบุรีมีพระเกจิอาจารย์ที่แก่กล้าในพุทธาคมอยู่ไม่น้อย ในยุคก่อน พ.ศ.๒๕๐๐ ก็มี หลวงพ่อลา วัดแก่งคอย หลวงพ่อยอด วัดหนองปลาหมอ หลวงพ่ออุ่ม วัดไผ่ต่ำ หลวงพ่อคร้าม วัดกุ่มหัก ในยุคถัดมาก็มี หลวงพ่ออินทร์ วัดไก่เส่า  หลวงพ่อย้อย วัดอัมพวัน  หลวงปู่ใจวัดหนองหญ้าปล้อง ปู่บาง วัดหนองพลับ  และหลวงพ่อตาบ วัดมะขามเรียง ซึ่งหลวงพ่อตาบดูเหมือนจะเป็นพระเกจิอาจารย์ที่โด่งดังโดยมีอายุน้อยที่สุด  หลวงพ่อตาบนั้นสืบสายวิชาอาคมหลักๆมาจากตาแจ้ง ชายขี้เมาผู้มีอาคม และหลวงพ่อนอ วัดกลาง  อ.ท่าเรือ  จ.พระนครศรีอยุธยา พระเกจิอาจารย์ผู้โด่งดังทางตะกรุดหนังเสือ ซึ่งเป็นน้าชาย เหตุนี้เองจึงทำให้หลวงพ่อตาบ วัดมะขามเรียงกลายเป็นพระเกจิอาจารย์ที่โด่งดังขึ้นจากตะกรุดหนังเสือเป็นปฐมบท จากนั้นวัตถุมงคลอื่นๆของท่านจึงค่อยๆโด่งดังตามมา  เพราะวัตถุมงคลทุกรุ่นของหลวงพ่อตาบนั้นต่างก็มีประสบการณ์ศักดิ์สิทธิ์มากมาย  จนมีผู้คนเดินทางไปกราบขอพรและบูชาวัตถุมงคลกับหลวงพ่อตลอด ทำให้ท่านต้องรับแขกทั้งวันติดต่อกันมานานหลายปี กระทั่งสังขารแบบรับไม่ไหว  ได้ถึงแก่มรณภาพในวันที่ 31 ธันวาคม 2532 สิริอายุ 78 ปีโดยสังขารของท่าน ไม่เน่าเปื่อยบรรดาลูกศิษย์จึงนำร่างของท่านใส่ไว้ในโลงแก้วตั้งไว้ให้บรรดาพุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้อยู่ถึงปัจจุบัน

                จากวันที่หลวงพ่อตาบมรณภาพ  มาจนถึงวันนี้เป็นเวลานานกว่า ๒๕ ปีแล้ว เรื่องราวในสายพุทธาคมของท่านก็ดูจะจืดจางลงไปตามกาลเวลา  ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์ลอบสังหารเพื่อนของผม โดยคนร้ายสองคนได้ขับขี่มอเตอร์ไซต์เข้ามาจอดเทียบ  แล้วคนซ้อนท้ายได้ชักอาวุธปืนลูกโม่ขนาด .๓๘ จ่อยิงแบบเผาขน ขณะที่เพื่อนของผมจอดรถลงมาเปิดประตูรั้วเพื่อจะขับรถเข้าบ้าน ปรากฏว่าคนร้ายยิงแบบมืออาชีพ คือยิงแบบดับเบิ้ลแท็บนัดแรกไม่ออก จึงลั่นไกซ้ำอีกนัด แต่ก็ไม่ออกเหมือนกัน   ขณะเดียวกันที่เพื่อนผมเริ่มตั้งสติได้และกำลังจะตอบโต้ พวกมันจึงรีบเร่งเครื่องรถ บิดหนีไปอย่างรวดเร็ว สาเหตุที่พวกมือปืนลั่นไกไม่ออก  เพื่อนผมมั่นใจว่าเป็นเพราะอานุภาพของตะกรุดหนังเสือเก่าๆดอกหนึ่งที่มันแขวนเดี่ยวอยู่เพียงดอกเดียว  ซึ่งตะกรุดหนังเสือดอกนี้เพื่อนของผมม้วนเองถักเอง แต่หลวงปู่รูปหนึ่งท่านลงให้เสกให้  เรื่องของเรื่องคือเมื่อสิบปีก่อนลูกน้องของเพื่อนของผม  มันยิงเสือลายเมฆได้  เพื่อนของผมเลยขอตัดแบ่งหนังเสือมา แล้วนำไปขอให้หลวงปู่รูปหนึ่งซึ่งมีอายุ ๙๐ ปีแล้ว (อายุของหลวงปู่ในขณะนั้น) ทำการลงอักขระและปลุกเสกให้  เพื่อนของผมเล่าว่า....ตอนแรกดูเหมือนหลวงปู่ท่านแทบจะไม่ได้ปลุกเสกอะไร เพราะพอท่านเขียนอักขระเสร็จก็ยกขึ้นมาเป่าพ่วงเดียวเท่านั้น  เสร็จแล้วก็ยื่นให้พร้อมกับบอกว่า “ ถ้าจะทำเต็มพิธีตามตำรา ต้องตั้งหัวหมูบายศรีก่อนลง (หมายถึงเขียนอักขระเลขยันต์) ... แต่เอาเถอะแค่นี้ก็ขลังแล้ว มันอยู่ที่การเสก เหรียญบางหลวงพ่อไม่มียันต์สักตัว ยังเสกจนขลังได้เลย”    เพื่อนของผมฟังแล้วก็รับตะกรุดมาจากมือของหลวงปู่อย่างไม่ค่อยจะมั่นใจเท่าไรนัก   แต่ก็พกไว้เนื่องจากเห็นว่าหนังเสือเป็นของมีคุณค่าหายาก   

                กระทั่งวันหนึ่งเพื่อนของผมเดินเข้าไปตามเก็บดอกกับลูกหนี้ในสวนแห่งหนึ่ง  แล้วเจอหมาฝรั่งพันธุ์ล็อตไวเลอ่ร์ขนาดใหญ่ ๓ ตัววิ่งเข้ามารุมทำร้าย   ตอนนั้นเพื่อนของผมแทบช็อค!!    เพราะไม่ทันระวังตัว   จึงร้องตะโกนเอะอะออกไป  ปรากฏว่า  พอหมาพันธุ์ล็อตไวเล่อร์ทั้งสามตัวได้ยินเสียงเพื่อนของผมแล้ว  มันเกิดตกใจหันหลังวิ่งหนีกลับไป  ไม่ถึงอึดใจลูกหนี้ของเพื่อนก็ถือปืนวิ่งออกมาจากท้ายสวน  พอลูกหนี้เห็นหน้าเพื่อนของผมจึงรีบตะโกนถามว่า  เกิดอะไรขึ้น  แล้วเป็นอะไรหรือเปล่า?   เพราะเขาได้ยินเสียงหมาเห่าแล้วก็มีเสียงเสือคำราม  จากนั้นหมาของเขาก็วิ่งแจ้นกลับไป เล่าแล้วก็ถามเพื่อนของผมว่าตอนเดินเข้ามาในสวนเห็นอะไรผิดปกติบ้างหรือไม่?    เหตุนี้เองจึงทำให้เพื่อนของผมเริ่มมั่นใจในตะกรุดดอกนี้ขึ้นมาว่า  หลวงปู่ท่านเสกให้จริงๆ    จนกระทั่งเพื่อนมาประสบเหตุถูกยิงครั้งนี้อีก จึงทำให้เพื่อนของผมเกิดความมั่นใจและศรัทธาในตะกรุดและหลวงปู่องค์นี้เป็นเท่าทวีคูณ   ผมฟังแล้วเลยถามเพื่อนว่ารู้จักหลวงปู่องค์นี้ได้อย่างไร?  เพื่อนเล่าว่า เมื่อก่อนแฟนเก่าของเขาเป็นลูกๆหลานๆหลวงพ่อตาบ  วัดมะขามเรียง ตอนที่เพื่อนได้หนังเสือมาแต่ไม่รู้จะไปหาหลวงพ่อที่ไหนทำตะกรุดให้  แฟนของเขาบอกว่าให้เอาไปให้หลวงปู่นาคทำสิ   เขาเลยถามแฟนว่าหลวงปู่นาคไหน?    แฟนเก่าของเขาก็บอกว่าหลวงปู่นาคเป็นน้องของหลวงพ่อตาบ    ท่านแก่แล้ว  แต่ยังทำตะกรุดไหว  อยู่วัดแถวๆบ้านของเธอ      สมัยที่หลวงพ่อตาบยังมีชีวิตอยู่  ท่านเคยชวนมาหลวงปู่นาคมาอยู่ที่วัดมะขามเรียงด้วยกันหลายครั้ง  แต่หลวงปู่นาคไม่ยอมมา  เพราะตอนนั้นหลวงปู่นาคไม่ยอมอยู่วัดใดเป็นหลักแหล่ง ท่านย้ายวัดไปเรื่อย แต่พอวัดมะขามเรียงมีงาน หลวงพ่อตาบก็จะไปให้คนไปตามหลวงปู่นาคมาช่วย โดยให้หลวงปู่นาคเป็นผู้นั่งประพรหมน้ำพระพุทธมนต์ให้ญาติโยม   หลวงปู่นาคองค์นี้ท่านได้วิชาในสายเดียวกันกับหลวงพ่อตาบ และหลวงพ่อนอ  วัดกลางท่าเรือ  เนื่องจากเกี่ยวดองเป็นญาติกันหมด   พี่ชายของหลวงปู่นาค  คือปู่นวม  เป็นทั้งลูกพี่ลูกน้องและ ไวยาวัจกรวัดมะขามเรียงคู่ใจของหลวงพ่อตาบ    ส่วนพ่อของหลวงปู่นาคเคยเป็นศิษย์ร่วมสำนักกับหลวงพ่อนอ ได้วิชามาเหมือนกับหลวงพ่อนอ ตอนหลังท่านก็บวชเป็นพระชื่อ  หลวงปู่ย้อย ซึ่งเป็นพระหมอเรืองอาคม     ดังนั้นแฟนเก่าของเขาจึงมั่นใจว่าหลวงปู่นาคก็ทำตะกรุดหนังเสือได้เช่นเดียวกันกับหลวงพ่อตาบ   เธอจึงพาเขาเอาหนังเสือไปให้หลวงปู่นาคทำเป็นตะกรุด  ซึ่งหลวงปู่นาคท่านก็ทำตะกรุดหนังเสือได้จริงๆ แถมขลังขนาดยิงไม่ออกด้วย

                ผมได้ฟังเรื่องราวจากเพื่อนแล้วก็ตั้งใจว่าจะต้องไปกราบหลวงปู่องค์นี้ให้ได้ แต่เมื่อนำข้อมูลมาทบทวนดูแล้วก็ไม่ค่อยจะมั่นใจเลยว่าท่านยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?  เพราะเมื่อ๑๐ปีก่อน ตอนที่เพื่อนของผมเอาหนังเสือไปให้ท่านลง ท่านก็มีอายุถึง ๙๐ ปีแล้ว หากปัจจุบันถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องอายุ ๑๐๐ ปีขึ้นไปซึ่งเป็นไปได้ยากเหลือเกิน และจากการสอบถามรายละเอียดกับเพื่อนของผมแล้ว เพื่อนของผมเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าท่านยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?  ตอนนี้รู้แต่ว่าท่านชื่อหลวงปู่นาค วัดชื่ออะไรกับเส้นทางไปวัดเพื่อนของผมมันก็จำได้เลาๆแบบไม่ค่อยมั่นใจ  เพราะไปครั้งเดียวแล้วไม่ได้ไปอีกเลย  ส่วนแฟนเก่าของเขาหลังจากเลิกกันแล้วก็ไม่ได้พบกันอีกเลย เบอร์โทรก็หายไปหมด  สรุปว่าหลังจากผมคุยกับเพื่อนของผมเสร็จ  ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าหลวงปู่นาคท่านอยู่วัดอะไรอยู่ดี     หลังจากที่ได้ข้อมูลแบบลางเลือนมาจากเพื่อน  ผมก็เดินทางกลับมาถึงบ้านในตอนค่ำๆ   จากนั้นก็อาบน้ำขึ้นนอนเลย  เพราะว่าเพลียมาทั้งวัน   แต่ก่อนจะหลับ  ผมได้คิดวางแผนไว้ว่า  พรุ่งนี้เช้าจะต้องเริ่มค้นหาข้อมูลรายชื่อวัดทั้งหมดเสียก่อน  จากนั้นผมก็ค่อยๆเคลิ้มหลับไป   หลับไปนานเท่าไรไม่รู้  แต่มารู้สึกตัวอีกทีก็เห็นพระแก่ๆรูปหนึ่งกำลังมายืนกวักมือเรียกผมให้เข้าไปหา พร้อมกับถามว่า เอ็งอยากเจอข้าไม่ใช่รึ?  แล้วภาพของท่านก็จางหายไป   พอรุ่งเช้าผมตื่นขึ้นมาอาบน้ำทานข้าวเสร็จ  ก็ลองค้นหาข้อมูลดู ปรากฏว่าหลวงปู่นาคท่านยังมีชีวิตอยู่จริงๆ  อายุครบ ๑๐๐ ปีเต็มไปแล้ว  ปัจจุบันเท่ากับว่าท่านอายุ ๑๐๑ ปีแต่ยังไม่เต็ม  ผมจึงรีบออกเดินทางไปกราบท่านทันที  ระหว่างการเดินทางนั้น   ผมได้แต่คิดว่าหลวงปู่ที่ผมได้พบในฝันเมื่อคืนจะใช่หลวงปู่นาคหรือไม่?   อีกไม่นานคงได้รู้กัน 

               สักพักเมื่อผมเดินทางไปถึงวัดและย่างก้าวเข้าไปในกุฎิของหลวงปู่  ตอนนั้นผมรู้สึกขนลุกซู่ซ่าขึ้นมาทันที   เพราะหลวงปู่ได้นั่งรอผมอยู่ก่อนแล้ว  และหน้าตาท่านเหมือนกับหลวงปู่ที่ผมเห็นในฝันเมื่อคืนจริงๆ  แต่พอผมกำลังจะถามท่านว่า เมื่อคืน..หลวงปู่ไปหาผมในฝันใช่ไหม?  ปรากฏว่าหลวงปู่ท่านล่วงรู้จิตใจว่าผมกำลังจะถามอะไร  ท่านจึงรีบร้องจุ๊ๆ  ห้ามผมไม่ให้พูด แล้วบอกว่ารอเดี๋ยว ตอนนี้มีพระกำลังเดินเข้ามา  ข้าไม่อยากให้ใครรู้  ผมเลยต้องเงียบไว้ก่อน  เวลาผ่านไปเพียงอึดใจเดียวก็มีพระเดินเข้ามาในกุฏิของหลวงปู่จริงๆ   พระท่านเข้ามาสอบถามว่าผมมาทำไม ผมก็เรียนท่านไปว่ามากราบนมัสการหลวงปู่   ส่วนฆราวาสที่ตามเข้ามาทีหลัง   ก็เล่าให้ผมฟังว่าหลวงปู่ท่านอายุเป็นร้อยปีแล้ว  เป็นที่นับถือของญาติโยมแถวนี้ วิชาอาคมของท่านเก่ง  ชาวบ้านแถวนี้เวลาเดือดร้อนอะไรก็จะมาหาท่าน  เวลาพวกหนุ่มๆในหมู่บ้านจะไปเกณฑ์ทหารจับใบดำใบแดง  ก็จะมาขอให้ท่านรดน้ำมนต์   ปีละเป็นสิบๆคน  ปรากฏว่าจับได้ใบดำทุกราย   คนผีเข้าพาไปวัดไหนก็เอาไม่ออก  แต่มาถึงหลวงปู่ท่านเอาออก  คนหนีหายไปหลวงปู่ท่านก็ตามกลับมาได้ ใครเป็นฝีจนเดินไม่ไหว ก็มาอาราธนาให้หลวงปู่ไปเป่าคาถาสูญฝีให้  พอหลวงปู่เป่าเสร็จก็กลับ  แต่ท่านเดินยังไม่ทันพ้นชายคาบ้านนั้นเลย ฝีก็แตกดังเปรี๊ยะ     สมัยก่อนเวลาที่มีคนไม่มีสัมมาคารวะเดินเข้าไปในกุฏิของท่านโดยไม่ร้องขออนุญาตก่อน  ก็มักจะเจอดีเสมอ คือพวกนี้มักเห็นเสือตัวใหญ่นอนอยู่ในกุฎิ  จนตกใจวิ่งหนีแทบไม่ทันทุกรายไป  เรื่องแบบนี้ชาวบ้านแถวนั้นร่ำลือกันมานาน จนเคยมีคนไปถามหลวงปู่ว่า  หลวงปู่กลายร่างเป็นเสือหรือ?  หลวงปู่ตอบว่า  ข้านอนของข้าอยู่เฉยๆ  พวกมันตาฝาดเห็นข้าเป็นเสือกันไปเอง ว่าแล้วท่านก็หัวเราะชอบใจ

 

ประวัติหลวงปู่นาค

           เดิมชื่อบุญนาค เกิดเมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ.๒๔๕๗  ปีขาล(เสือ)  ที่ตำบลไผ่ขวาง  อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี  เป็นบุตร  หมอย้อย กับ นางทองคำ  นามสกุล ขาวสะอาด  มีอาชีพทำนาทำไร่   แต่หลวงปู่นาคในวัยเด็กนั้นได้ไปเติบโตใช้ชีวิตอยู่ทางอำเภอนครหลวงจังหวัดอยุธยา บริเวณใกล้ๆวัดพระนอนและวัดโพธิ์ลอย  เพราะหมอย้อยผู้เป็นบิดาได้ไปอยู่ทางบ้านมารดาที่นั่น  และเนื่องจากมีบิดาเป็นหมอเรืองอาคม ทำให้หลวงปู่นาคในตอนนั้นได้ซึมซับวิชาอาคมต่างๆจากการเป็นลูกมือช่วยพ่อรักษาคนมาโดยไม่รู้ตัว  จนโตขึ้นมาเป็นหนุ่มได้บวชและร่ำเรียนพุทธาคมกับหลวงพ่อปลอด วัดพระนอนศิษย์เอกหลวงพ่อดำ วัดละมุด  ผู้สร้างท้าวเวสสุวรรณ ซึ่งเป็นหนึ่งในเบญจภาคี สุดยอดเครื่องรางของอำเภอนครหลวงอันโด่งดังนั่นเอง     นอกจากนั้นหลวงปู่นาค ยังได้เรียนวิชากับหลวงพ่อปุย วัดโพธิ์ลอย ลูกศิษย์ของหลวงปู่รอด วัดสามไถ  ผู้เป็นรุ่นพี่ของหลวงพ่อกลั่นวัดพระญาติ และเจ้าของตำรับวิชาเบี้ยหอยโข่งอันโด่งดัง

            (เบญจภาคีเครื่องรางยอดนิยมของอำเภอนครหลวงคือ  ๑.ตะกรุดหลวงพ่อกรอง  วัดเทพจันทร์ลอย  .เบี้ยหอยโข่ง  หลวงพ่อรอด  วัดสามไถ  .เสือหลวงพ่อนวม  วัดกลาง  .หนุมานหลวงพ่อจุ้ย  วัดบันได  .ยักษ์หลวงพ่อดำ  วัดละมุด)

           เมื่อหลวงปู่นาคบวชเรียนเป็นเวลาอันพอสมควรแล้ว หมอย้อยผู้เป็นบิดาได้ย้ายครอบครัวกลับมายังภูมิลำเนาของตนที่ตำบลไผ่ขวาง หลวงปู่นาคจึงต้องลาสิกขาบทมาช่วยบิดามารดาทำนา  ระหว่างนี้เองที่หลวงปู่นาคในเพศฆราวาสได้ติดตามพี่ชายคือปู่นวมไปคลุกคลีกับหลวงพ่อตาบ วัดมะขามเรียง   ( เนื่องด้วยปู่นวมซึ่งพี่ชายของท่านนั้น  เป็นทั้งลูกพี่ลูกน้องและเพื่อนที่ตายแทนกันได้ของหลวงพ่อตาบทีเดียว  โดยก่อนบวชนั้นทั้งสองคนต่างก็เป็นนักเลงด้วยกันทั้งคู่ )   ทำให้หลวงปู่นาคกับหลวงพ่อตาบในวัยหนุ่มนั้นสนิทกันมาก    เพราะต่างก็ชอบทดสอบและแลกเปลี่ยนวิชาอาคมกัน  ก่อนที่หลวงพ่อตาบจะหันไปสนใจในการศึกษากรรมฐานแบบมหาสติปัฏฐาน  ส่วนหลวงปู่นาคนั้นก็ได้ไปมีครอบครัว  ทำการเกษตรและเป็นหมอตามรอยของหมอย้อยผู้เป็นพ่อ โดยมิอาจทิ้งกรรมฐานและวิชาอาคมที่ได้ร่ำเรียนมาถึงแม้ว่าท่านจะมีครอบครัวแล้วก็ตาม  ทุกคืนก่อนนอน  ท่านจะไหว้พระสวดมนต์  ทบทวนวิชาต่างๆเพราะต้องใช้ในทางหมออยู่ตลอด เมื่อเวลาผ่านไปนับสิบๆปี  ยิ่งทำให้วิชาของท่าน  ทรงความเข้มขลังมากขึ้นทุกวัน  ถึงขนาดบางวันในขณะที่ท่านกำลังนั่งพักเหนื่อยอยู่ใต้ร่มไม้ หลังจากที่ท่านได้ขุดดินปลูกต้นไม้ต้นไร่อยู่เงียบๆคนเดียวจนจิตใจเกิดเป็นสมาธิขึ้นมา  แล้วสายตาของท่านเผลอไปเพ่งมองที่ใบจอบ ใบเสียม ทำให้ ใบจอบใบเสียมซึ่งเป็นเหล็กเกิดแดงวาบขึ้นมา แล้วอ่อนตัวเสียรูปทรงไปทันที    เรื่องนี้ทำให้ท่านกังวลในอานุภาพของอภิญญาจิตของท่านเป็นอย่างมาก  ท่านจึงต้องฝึกอบรมจิตใจของท่านให้หนักขึ้นไปอีกเพื่อหาวิธีควบคุมอานุภาพเหล่านี้ไว้  ขณะเดียวกันท่านก็ได้ใช้วิชาอาคมไปในทางต่างๆอยู่เสมอ อย่างเช่นวิชา ผูกพยนต์ ที่ท่านเสกหุ่นนั้นขลังนัก เพราะพวกหัวขโมยที่จะมาลักวัวของท่านนั้น  ไม่เคยมีโอกาสจะเข้าบ้านของท่านได้เลย  เพราะมาเฝ้ารอโอกาสเข้าไปลักวัวทีไร  ก็จะเห็นมีแต่คนเดินไปเดินมาอยู่ในบ้านทั้งคืน จนเอาไปร่ำลือกันทั้งบางว่าคนในบ้านของท่าน กลางคืนทำอะไรกันอยู่ทั้งคืนก็ไม่รู้  ไม่ยอมหลับไม่ยอมนอนกัน  ทั้งๆที่จริงแล้วทุกคนในบ้านของท่านนั้นนอนหลับกันหมด  หรือย่างวิชามหาเสน่ห์ของท่านนั้นก็มีความแรงเป็นเลิศเพราะก่อนที่หลวงปู่จะมาบวชครั้งที่สองนั้น ท่านมีภรรยาสาวๆมามากมายหลายคน  ภรรยาของท่านแต่ละคนนั้นทั้งสาวและสวยจนพวกหนุ่มๆวัยรุ่นต้องอิจฉาทีเดียว  ส่วนวิชาทางด้านคงกระพันมหาอุดนั้นต้องถือว่าไม่เป็นสองรองใคร เพราะลูกศิษย์ที่ท่านลงอาคมให้ไปนั้น ได้กลายเป็นนักเลงหนังเหนียว และกลายเป็นเสือปล้นจนถูกตำรวจล้อมยิงแต่ก็ยิงไม่เข้า เรื่องเหล่านี้ทำให้หลวงปู่นาคท่านเสียใจและเบื่อหน่ายทางโลก จึงได้อุปสมบทอีกครั้งหนึ่งในวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ ณ.วัดอินทาราม ต.ช่องสาริกา อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี   โดยมีพระครูโอภาสพัฒนาภรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์  พระบู่เป็นกรรมวาจาจารย์ พระจัน เป็นพระอนุสาวนาจารย์   แล้วได้มาอยู่จำพรรษาที่วัดช้าง(กุญชร)   ต.บ้านหลวง  อ.ดอนพุด  จ.สระบุรี จากนั้นก็ไปอยู่วัดสฎางค์   ต.ท่าเจ้าสนุก   อ.ท่าเรือ   จ.พระนครศรีอยุธยา แล้วย้ายมาอยู่วัดหนองพันเรือ เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๓๔ หลังจากที่หลวงพ่อตาบวัดมะขามเรียงมรณภาพได้เพียง ๒ ปี

 

 

 

 

เรียงลำดับโดย:
ตะกรุดพยัคฆ์เมฆา (กลาง)
ตะกรุดพยัคฆ์เมฆา (กลาง)
ตะกรุดพยัคฆ์เมฆา (กลาง)
250.00 บาท
ตะกรุดพยัคฆ์เมฆา (เล็ก)
ตะกรุดพยัคฆ์เมฆา (เล็ก)
ตะกรุดพยัคฆ์เมฆา (เล็ก)
200.00 บาท
ตะกรุดพยัคฆ์เมฆา (ใหญ่)
ตะกรุดพยัคฆ์เมฆา (ใหญ่)
ตะกรุดพยัคฆ์เมฆา (ใหญ่)
450.00 บาท
ปลัดขิกปุ้มปุ้ย
ปลัดขิกปุ้มปุ้ย
ปลัดขิกปุ้มปุ้ย
200.00 บาท
มีดหมอ
มีดหมอ
มีดหมอ
2,300.00 บาท
สมเด็จปรกโพธิ์
สมเด็จปรกโพธิ์
สมเด็จปรกโพธิ์
200.00 บาท
สมเด็จปรกโพธิ์ ฝังตะกรุด
สมเด็จปรกโพธิ์ ฝังตะกรุด
สมเด็จปรกโพธิ์ ฝังตะกรุด
500.00 บาท
สมเด็จหนังเสือ
สมเด็จหนังเสือ
สมเด็จหนังเสือ
1,900.00 บาท
เหรียญนะฤาชา ทองคำ
เหรียญนะฤาชา ทองคำ
เหรียญนะฤาชา ทองคำ
60,000.00 บาท
เหรียญนะฤาชา ทองเหลือง
เหรียญนะฤาชา ทองเหลือง
เหรียญนะฤาชา ทองเหลือง
350.00 บาท
เหรียญนะฤาชา ทองแดง
เหรียญนะฤาชา ทองแดง
เหรียญนะฤาชา ทองแดง
350.00 บาท
เหรียญนะฤาชา รมดำ
เหรียญนะฤาชา รมดำ
เหรียญนะฤาชา รมดำ
250.00 บาท